Ad

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ $ เคล็ดลับปรุงอาหารไทย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ $ เคล็ดลับปรุงอาหารไทย แสดงบทความทั้งหมด

14 กันยายน 2553

Tips Delicious Thai Food.


เคล็ดลับในการปรุงอาหารไทย


     
Tips Siam Thai Food, เคล็ดลับในการปรุงอาหารไทย


         เคล็ดลับในการทำอาหารไทยให้อร่อยนั้น  เรามีเคล็ดลับเล็ก ๆ น้อย ๆ นำมาเสนอผู้ปรุงอาหารไทยซึ่งอาจะเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่นำเอาไปทำ  เพื่อที่ว่าเมื่อเราปรุงอาหารแล้วอาหารที่เราปรุงจะได้มีรสชาติ  สีสันน่ารับประทาน   ดังตัวอย่างต่อไปนี้

  • ข้าวต้มกุ่ย
         การต้มข้าวต้มอย่างที่เรารับประทาน กับเครื่องต่างๆ นั้น  ให้ผสมข้าวเหนียวลงไปเล็กน้อยในขณะต้มข้าว  เพื่อที่จะทำให้ข้าวต้มมีรสอร่อย  นุ่มนวล  น่ารับประทาน

  • ไข่ตุ๋น
         วิธีทำไข่ตุ๋นใช้ไข่  1  ส่วน / น้ำซุปหรือนมสด  1  ส่วน  ตีให้เข้ากันแล้วใส่เครื่องปรุงที่ต้องการ

  • ไข่พะโล้
        วิธีต้มให้ไข่แดงอยู่ตรงกลาง  ให้ใสไข่ลงในน้ำเย็น  แล้วตั้งไฟพอน้ำเดือดปุด ๆ ๆ  ให้คนไข่ไปทางขวา 1 รอบ


  • ต้มจืดมะระ
         เลือกมะระที่ไม่อ่อนจนเกินไป  เวลาต้มให้เราใส่มะระลงในหม้อพร้อมเครื่องปรุงชนิดอื่น  แล้วปิดฝาหม้อทิ้งไว้  ปล่อยให้น้ำเดือดบนไฟกลางไปเรื่อยๆ  โดยห้ามเปิดฝาและไม่คนมะระในหม้อ

  • ต้มขาหมู
         เลือกขาหน้าของหมู  เพราะจะมีเนื้อมากกว่าขาหลัง  และมีมันน้อย  ก่อนที่จะนำมาประกอบอาหาร  ควรนำขาหมูไปเผาในไฟอ่อนๆ ก่อน  จะทำให้มีกลิ่นหอมและเปื่อยง่ายเวลาต้ม

  • แกงเลียง
         เราควรจะตำพริกขี้หนู  หอมแดง  กะปิ  ตำรวมกันให้แหลก  เวลาปรุงรสชาติไม่ควรใส่น้ำปลา  เพราะจะทำให้แกงมีกลิ่นคาว  ควรใช้เกลือแทน

  • แกงส้ม
        ให้ละลายน้ำพริกแกงส้มกับน้ำแต่น้อยก่อน  เพราะเวลาแกงจะมีน้ำผักออกมาอีกครั้ง  เราควรตั้งน้ำแกงให้เดือดเสียก่อน  แล้วจึงค่อยปรุงรสชาติตามที่ต้องการ  เมื่อน้ำแกงเดือดดีแล้วเราจึงค่อยใส่เนื้อปลาลงไป  เมื่อใส่เนื้อปลาแล้ว  ห้ามคนเนื้อปลาเด็ดขาด  เพราะจะทำให้น้ำแกงมีกลิ่นคาวและเนื้อปลาก็จะแตกยุ่ย

  • ปลาชุบแป้งทอด
        เมื่อล้างปลาเสร็จแล้ว  ให้ผึ่งปลาจนสะเด็็ดน้ำ  ใช้น้ำทาตัวปลาให้ทั่วแล้วนำไปชุบแป้งทอด   และเมื่อทอดปลาจนสุกแล้วแป้งจะจับและกรอบดีติดตัวปลา

  • กุนเชียงปิ้ง
         การปิ้งกุนเชียงเราควรลวกกุนเชียงในน้ำร้อนก่อน  แล้วนำไปทอดหรือปิ้ง  เพราะจะทำให้กุนเชียงข้างนอกกรอบ  ข้างในนิ่ม

  • หมูหวาน
         ให้ใส่หอมเชยก่อนผัดจนหอม  จึงใส่หมู  ซีอิ้วขาว  น้ำเล็กน้อย  พอหมูสุกเติมน้ำปลา  น้ำตาลปี๊บหรือน้ำตาลทราย  ใช้ไฟอ่อนๆ เคี่ยวประมาณ  40  นาที

  • หมี่กรอบ
         นำเส้นหมี่ล้างผ่านน้ำเร็วๆๆ  แล้วห่อเส้นหมี่ด้วยผ้าขาวบางไว้  อย่าให้โดนลม  แล้วจึงนำไปทอดเพราะจะทำให้เส้นหมี่กรอบ

  • น้ำพริกกะปิ
         เราต้องปรุงให้น้ำพริกกะปิมีรสให้พอเหมาะ  3  รสคือ  เปรี้ยว  เค็ม  หวาน  เริ่มจากเราจะต้องโขลกกระเทียมกับพริกขี้หนูให้พอแหลก  จึงใส่กะปิพร้อมน้ำตาลปี๊บ  โขลกรวมให้เข้ากันจนทั่ว  จึงใส่น้ำมะนาว  น้ำปลา  น้ำซุปเล็กน้อย  เพื่อที่น้ำพริกจะได้ไม่ข้นมาก  แล้วใช้กระเทียมกลีบเล็กๆๆ ซึ่งจะมีกลิ่นหอมกว่าใช้กลีบใหญ่

  • ไก่ต้ม  (สำหรับทำข้าวมันไก่)
         ให้ใช้ไก่ตอน  เรามักจะนิยมต้มมากกว่านึ่ง  เพราะต้องการน้ำซุปมาหุงข้าวมัน  ก่อนต้มไก่ให้ใส่เกลือในท้องไก่ประมาณ  1  ช้อนโต๊ะ  ตั้งไฟให้น้ำเดือด  ก่อนที่จะใส่ไก่ลงไปให้ลดไฟลงเหลือไฟปานกลาง  อย่่าให้น้ำเดือดเพราะจะทำให้หนังไก่ถลอก  ถ้าหากต้องการให้น้ำซุปมีกลิ่นหอม  ให้ใส่ใบเตยลงไปขณะที่ต้มสัก  4 - 5 ใบ

  • หมักเนื้อ  (ทำให้เนื้อนุ่ม)
         ให้หั่นเนื้อ  แล้วใช้แป้งมันหรือแป้งข้าวโพด  คลุกเคล้าหมักทิ้งไว้  30  นาที  ก่อนที่จะนำไปทำอาหาร

  • ทำปลาไม่ให้มีกลิ่นคาว
          ให้ล้างปลาในน้ำที่ผสมเกลือ  หรือใช้น้ำซาวข้าวล้างก็ได้  เสร็จแล้ววางพักไว้ให้สะเด็็ดน้ำ

          เคล็ดลับที่นำมาฝากข้างต้น  คงจะพอมีประโยชน์กับผู้ที่สนใจทำอาหารไทยบ้างนะคะ  โอกาสหน้าหากมีเคล็ดลับอะไรดีๆๆ  ใหม่ๆๆ  และมีประโยชน์จะนำมาเสนออีกค่ะ

3 กันยายน 2553

How to Cooking Thai Food Steps.


วิธีปรุงอาหารไทยตามขั้นตอน


วิธีปรุงอาหารไทยตามขั้นตอน, Siam Thai Food, Cooking Thai Food Steps

             วิธีการปรุงอาหารไทยตามขั้นตอน  หรือตามตำราอาหารไทยส่วนมากนั้น  ผู้ปรุงอาหารไืทยจะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามลำดับขั้นตอนก่อนและหลัง  ตามที่ระบุไว้ในตำราให้ถูกต้องเป็นขั้นเป็นตอน  ผู้ปรุงอย่าใช้วิธีใส่รวมกันลงไปที่เดียวพร้อมๆ กัน  หรือปรุงสัดส่วนคลาดเคลื่อนไปจากคำแนะนำในการปรุงอาหารไทย  เพราะอาจจะทำให้เสียรสชาติของอาหาร  หรือทำให้อาหารสุกๆ ดิบๆ ไม่เท่ากัน

             ยกตัวอย่าง เช่น  การต้มถั่วเขียวกับน้ำตาลเพื่อทำเป็นของหวาน  ถ้าหากใส่น้ำตาลกับถั่วเขียวลงไปในน้ำพร้อมๆ กันแล้ว  ถั่วเขียวจะไม่สุกบานและจะคงเป็นเม็ดแข็งตูมๆ  อยู่อย่างนั้น  เนื่องจากถั่วเขียวถูกน้ำตาลรัดตัว  ดังนั้นถ้าเราต้องทำให้ถูกวิธีจะต้องต้มถั่วเขียวในน้ำต่างหากให้สุกบานเสียก่อนจึงค่ิอยใส่น้ำตาลภายหลัง

             อาหารไทยชนิดอื่นๆ ก็เช่นเดียวกัน  เราต้องให้ความสนใจกับการปรุงตามลำดับก่อนหลังให้ถูกต้อง  เพราะพืชผักบางชนิดก็สุกช้าหรือสุกเร็วไม่เท่ากัน  และบางชนิดถ้าต้มหรือเคี่ยวนานเกินไปก็จะเปื่อย  และก็ยังทำให้สูญเสียคุณค่าทางอาหารและโภชนาของอาหารนั้นลงไปอีกด้วย    เรื่องการสูญเสียคุณค่าของสารอาหารต่างๆ นั้น  มีมากมายนัก  แล้วจะมาเขียนเพิ่มเติมให้อีกในภายหลัง


ปริมาณอาหารกับจำนวนของผู้บริโภค


           สำหรับผู้ปรุงอาหารไทยนั้นก็ต้องรู้ด้วยว่า ปริมาณอาหารจำนวนมาก  หมายถึง  การทำไว้สำหรับรับรอง, งานเลี้ยง, งานพิธีต่างๆ  ที่มีแขกมาร่วมในงานจำนวนมากๆ   สำหรับรายการของอาหารแต่ละอย่าง  เมื่อปรุงเสร็จแล้วก็ย่อมมีปริมารของอาหารมากบ้าง น้อยบ้างแตกต่างกันตามรายการของอาหาร  ในทางที่ดีแล้ว ผู้ปรุงอาหารไทยหรือแม่บ้านควรจะใช้วิธีสังเกตด้วยตนเองบ่อยๆ  ครั้งไว้ว่า  จำนวนของอาหารที่เราปรุงขึ้นเป็นการรับประทานภายในบ้านหรือครอบครัวนั้น  พอเพียงสำหรับปริมาณของผู้บริโภคนั้นอย่างไรบ้างแล้วนำมาเป็นเกณฑ์ในการทำ อาหาร

            เพราะหากจะให้กำหนดเป็นกฎเกณฑ์ตายตัวลงไปเลย  ตามอาหารไทยแต่ละรายการนั้นคงจะเป็นไปได้ยากมาก  ว่าอาหารที่ทำจะพอเพียงกับจำนวนผู้บริโภคเท่าไร   เว้นแต่ว่าอาหารบางรายการซึ่งอาจจะใช้วิธีการคำนวณตามจำนวนของผู้บริโภคได้ เท่านั้น


How to Store Foods.


วิธีเก็บถนอมอาหาร

วิธีเก็บถนอมอาหาร, Siam Thai Food, How to Store Foods


       

            วันนี้ผู้ปรุงอาหารไทยจะต้องมาเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการเก็บถนอมอาหารไทยทั้งก่อนปรุงหรือหลังจากที่ปรุงเสร็จเรียบร้อยแล้ว  ซึ่งไม่ว่าอาหารไทยนั้นจะยังไม่ได้ปรุงหรือปรุงเสร็จแล้ว  เราจะเรียกว่าเป็นการเก็บถนอมอาหารเพื่อสงวนคุณค่าของอาหารนั้นเอง  เพราะสารอาหารทั้งพืช,  ผักและเนื้อสัตว์  ย่อมจะต้องมีการสูญเสียในระหว่างการเก็บมากน้อยตามสภาพของการเก็บหรือสถานที่เก็บอยู่บ้าง

            วิธีการที่จะสงวนคุณค่าของอาหารได้ดีที่สุด  คือ  การเก็บรักษาไว้ในอุณหภูมิที่ต่ำ  แต่อุณหภูมิที่จะใช้เก็บอาหารแต่ละชนิดก็จะไม่เท่ากัน  จึงจำเป็นที่ผู้ปรุงอาหารไทย , พ่อบ้านหรือแม่เรือน  จะต้องพึงรับรู้ไว้ไม่มากก็น้อย  คือ

  • อุณหภูมิที่ต่ำกว่า  0 องศาเซลเซียส  
            เหมาะสำหรับเก็บรักษาเนื้อสัตว์ทุกชนิด   ที่ต้องกา่รเก็บไว้ในระยะยาวหรือนาน  เช่น  เก็บไว้นานเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน   แต่ก่อนที่จะเก็บเนื้อสัตว์เราจะต้องนำไปล้างทั้งชิ้นใหญ่ให้สะอาดเสียก่อน  แล้วตัดแบ่งออกเป็นขนาดหรือน้ำหนักเท่าที่ประมาณว่าเราจะนำมาปรุงอาหารในแต่ละครั้งต้องใช้ขนาดเท่าไร  ทั้งนี้เพื่อความสะดวกในการนำออกมาใช้โดยไม่ต้องนำเอาชิ้นที่ใหญ่ออกมาตัดแบ่ง  แล้วต้องนำเอาเข้าไปเก็บใหม่  ซึ่งการทำแบบนั้นจะทำให้สารอาหารละลายออกมากับน้ำ  และในขณะเดียวกันอุณหภูมิที่ลดลงอย่างรวดเร็ว  ก็จะทำให้แบคทีเรียบนเนื้อสัตว์เจริญเติบโตขึ้นได้อีกในระยะหนึ่ง

  • อุณหภูมิที่สูงกว่า  0  องศาเซลเซียส
            เหมาะสำหรับที่จะใช้เก็บเนื้อสัตว์ในระยะสั้นหรือต้องใช้ในชีวิตประจำวัน  ซึ่งไม่ค่อยจะเป็นปัญหายุ่งยากอะไรมากนัก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ปรุงอาหารไทย, พ่อบ้านหรือคุณแม่บ้านที่มีตู้เย็นหรือตู้แช่เย็นเก็บอยู่แล้ว

  • อุณหภูมิเย็นปานกลาง  หรือประมาณ  40  องศาฟาเรนไฮด์
           เหมาะสำหรับการเก็บรักษาอาหารจำพวกไข่, นม, เนย, ผักและผลไม้, ฯลฯ  แต่เราควรจะต้องเก็บรักษาไว้ให้ถูกวิธี  คือ
           ไข่   ให้ใส่ไว้ในภาชนะโปร่ง หรือวางตั้งให้ด้านแหลมของไข่ตั้งขึ้น  หรือวางไข่ไว้ในแผงไข่ซึ่งทำไว้โดยเฉพาะสำหรับวางไข่ทั่วๆ ไป
            ผักและผลไม้  ก่อนเก็บเราจะต้องล้างให้สะอาดเสียก่อน  และใส่ผักไว้ในช่องที่เก็บผัก  ถ้าหากจะใส่ไว้ในถุงพลาสติก  ควรจะแยกชนิดของผักและผลไม้ไว้ต่างหาก  เพราะผักบางชนิดบางอย่างมีความต้องการน้ำมาก  เช่น  ผักบุ้ง  เมื่อล้างแล้วควรจะให้มีน้ำชุ่มผักอยู่บ้าง  เพื่อรักษาความสดของผักไว้
            เนยและนม  เราควรจะใส่ไว้ในภาชนะที่มีฝาปิดอย่างมิดชิด  ป้องกันการดูดเอากลิ่นอื่นๆ เข้ามาในอาหารประเภทเนยและนม  โดยเฉพาะอย่างยิ่งตู้เย็นในปัจจุบันนี้มักจะมีช่องสำหรับเก็บโดยเฉพาะ  คือช่องที่ทึบแสง เหมาะสมกับการเก็บเนย  เพราะแสงอาจจะเข้าไปทำลายวิตามิน B2  ของเนยได้หากเนยนั้นถูกเปิดใช้และโดนแสงไปนานๆ
            ผลไม้บางชนิด  เช่น  กล้วยหอม  อาจจะต้องการอุณหภูมิปกติ  คือไม่เย็นจัด  ถ้าหากเราต้องการที่จะรักษาผิสหรือสีของเปลือกกล้วยไม่ให้ดำ  เราก็ไม่ควรที่จะนำไปเก็บในตู้เย็น  หรือในที่มีความเย็นจัด
            ผลไม้ที่ยังไม่สุก  ซึ่งหากเราต้องการรอรับประทานเมื่อผลไม้สุกหรือเหลืองนั้น  ก็จำเป็นต้องใช้อุณหภูมิปกติในการรักษา  ไม่ควรนำเข้าไปเก็บไว้ในตู้เย็นก่อนที่ผลไม้จะสุก
          
            ** สำหรับแม่บ้าน, พ่อบ้านหรือผู้ปรุงอาหารไทยที่ยังไม่มีตู้เย็นเอาไว้ใช้ในการเก็บผัก  หรือผลไม้ทั่วๆ ไปที่ใช้ในชีวิตประจำวัน   อาจจะเก็บผักและผลไม้นั้นไว้ในอุณหภูมิปกติได้  แต่ให้เป็นไปโดยวิธีทางธรรมชาติอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วแต่สิ่งแวดล้อมตามสถานที่นั้นๆ  อาทิ

            * เอาโคนผักหรือรากนั้นแช่ไว้ในน้ำ
            * ใช้ใบตองห่อหุ้มให้ชุ่มน้ำไว้
            * ใช้ผ้าขาวบางชุบน้ำหุ้มหุ่อหรือคลุมเอาไว้
            * ใส่เอาไว้ในตุ่มดินเล็กๆ  แล้วเอากระสอบชุบน้ำให้ชุ่มแล้วนำไปคลุมปากตุ่มไว้
            * นำผักหรือผลไม้นั้นใส่ไว้ในอ่างดินแล้วนำไปวางไว้ข้างตุ่มน้ำ
       
            ซึ่งก็นับว่าการเก็บถนอมอาหารไทยในปัจจุบันนี้  อาจจะไม่ค่อยจะยุ่งยากนักสำหรับบรรดาแม่บ้าน-พ่อบ้านทั้งหลาย  เพราะเกือบทุกบ้านมักจะมีตู้เย็นเป็นที่เก็บกันเสียส่วนใหญ่แล้ว  และตู้เย็นสมัยใหม่ก็จะมีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าเดิมมาก  มีช่องแบ่งเก็บผักและผลไม้และอื่นๆ  ที่แยกเก็บไว้เป็นที่เป็นทางโดยเฉพาะอยู่แล้ว  ซึ่งโดยปกติแล้วอุณหภูมิแต่ละช่องแต่ละส่วนของตู้เย็นก็จะไม่เท่ากัน  ซึ่งอุณหภูมิต่ำสุดในช่องเยือกแข็ง  ไปลงมาจนถึงอุณหภูมิสูงสุดคือที่เก็บผัก    ก็นับว่าเป็นความสะดวกสบายต่อคุณพ่อบ้านและแม่บ้านเป็นอย่างมาก

 

       

1 กันยายน 2553

Tips how to measure Thai food Menus

เคล็ดลับวิธีการตวงอาหารไทย

อาหารไทย วิธีทำอาหารไทย วิธีตวงอาหารไทย

วิธีตวงแป้งสาลี-แป้งมัน

  1. ก่อนตวงแป้งสาลี-แป้งมันทุกครั้ง  จะต้องร่อนด้วยตะแกรงก่อน  1  ครั้งก่อนที่จะตวงหน้าแป้งไปใช้  อย่าร่อนทิ้งไว้นาน  เพราะแป้งจะยุบตัวลงได้  ทำให้ปริมาณน้ำหนักแป้งมากเกินไปเมื่อนำมาตวง
  2. วิธีตวงแป้ง   :  ให้ใช้ช้อนตักแป้งใส่ลงในถ้วยตวงเบาๆ  จนพูนถ้วยแล้ว  เอาใบมีดปาดส่วนที่พูนออกให้เสมอปากถ้วยตวง  อย่าเขย่าหรือเคาะแป้ง  เพราะจะทำให้แป้งอัดตัวแน่นจนเกินไป  ทำให้ผิดปริมาณการตวงน้ำหนัก
  3. ถ้าต้องการจำนวนแป้งที่ตวงเพียง  1  ช้อนโต๊ะ  หรือช้อนชา  ให้เอาช้อนนั้นตักแป้งให้พูน  แล้วใช้ใบมีดปาด   หรือหากต้องการเพียง 1/2 ช้อน  ให้ใช้มีดแบ่งครึ่งตามยาวของช้อน  แล้วกวาดครึ่งหนึ่งของช้อนออก  และถ้าต้องการเพียง 1/4 ของช้อน  ให้ใช้มีดตัดตามขวางของช้อนที่มีแบ่งอยู่ 1/2  ช้อนแล้วนั้นออกเสีย   ส่วนอีกครึ่งหนึ่งคงเหลือ  1/4  ช้อน

วิธีตวงน้ำตาล
  1. น้ำตาลทรายขาวชนิดเม็ดใหญ่  (เบอร์ 36)  ตวงแบบเดียวกันกับวิธีการตวงแป้งสาลี-แป้งมัน  แต่ไม่ต้องร่อนในตะแกรง
  2. น้ำตาลทรายแดง   บดส่วนที่เป็นก้อนให้ละเอียดเข้าด้วยกันเสียก่อนแล้วจึงค่อยตวง  ปริมาตรของน้ำตาลทรายแดงเราจะต้องอัดให้แน่นถ้วยตวงจึงจะเท่ากับน้ำตาลทรายขาว
  3. ถ้าหากเป็นน้ำเชื่อม  หรือน้ำตาลเคี่ยวชนิดข้นเหนียว  ให้ใช้ถ้วยสำหรับตวงของแข็งหรือไขมัน  เวลาตวงน้ำเชื่อมให้เอาถ้วยวางลงบนพื้นเรียบที่ได้ระดับ  แล้วจึงค่อยตวงใส่ถ้วย  ถ้าน้ำเชื่อมข้นมากๆ  ตอนตักผิวหน้าจะนูนขึ้นสูงกว่าระดับปากถ้วย  ต้องใช้มีดปาดให้เรียบก่อน
วิธีตวงของเหลว
  1. ถ้วยสำหรับตวงของเหลว   ควรมีไว้เฉพาะและให้มีขนาดของถ้วยตวงที่เหลืออยู่เหนือขีด 8 ออนซ์ขึ้นไปเล็กน้อย  ทั้งนี้เพื่อที่จะป้องกันไม่ให้ของเหลวหกเลอะเทอะ  เมื่อขยับเคลื่อนถ้วยหรือยกถ้วยตวงขึ้น  และถ้วยตวงของเหลวนี้ไม่เหมาะที่จะนำไปใช้ตวงแป้งหรือของแข็ง  เพราะจะตวงให้ถูกต้องตามสัดส่วนนั้นทำได้ยาก
  2. วิธีตวง :  ให้วางถ้วยตวงของเหลวไว้บนโต๊ะพื้นเรียบๆ  ได้ระดับแล้วรินของเหลว  เช่น  น้ำมันหมู, น้ำมันสลัด, ซีอิ้ว  ลงไปจนถึงขีดที่ต้องการ   ซึ่งหากจะตวง 1  ถ้วย คือเท่ากับ  8  ออนซ์
วิธีตวงไขมัน
  1. ไขมัน   ที่เก็บไว้ในตู้เย็นจนแข็ง  เมื่อนำออกมาจะทำการตวง  ควรทิ้งไว้ให้ไขมันอ่อนตัวเสียก่อน อย่าตวงทั้งที่ไขมันยังแข็งตัว  เพราะปริมาณที่ตวงได้จะไม่ถูกต้อง
  2. เวลาตวง   ให้ตักไขมันที่อ่อนตัวแล้วนั้น  ใส่ลงไปในถ้วย  พยายามกดให้เต็มภายในถ้วย  อย่าให้มีช่องว่างเหลือ  เมื่อเต็มแล้วจึงค่อยเอาใบมีดปาดปากถ้วยตวง
วิธีการชั่งส่วนผสมอาหารไทย
  1. ส่วนผสมอาหารไทยที่จะชั่ง  อย่าเพิ่งล้างน้ำ  เพื่อจะให้ได้น้ำหนักที่แท้จริง  ไม่มีน้ำหนักของน้ำรวมอยู่ด้วย
  2. ถ้าจะชั่งจำนวนน้อย  ควรใช้เครื่องชั่งชนิดละเอียด  ขนาดชั่งน้ำหนักไม่เกิน 1  กิโลกรัมหรือ 500  กรัม
  3. ถ้าส่วนผสมของอาหารหรือผักนั้นเปียกน้ำ  ควรจะใส่ในกระชอน  แล้วทิ้งไว้ให้สะเด็็ดน้ำเสียก่อน  จึงค่อยน้ำมาชั่งน้ำหนัก
  4. ถ้าเป็นอาหารจำพวกผัก  ควรตัดรากหรือใบที่เน่าเสีย  หรือส่วนที่เราไม่ต้องการนั้นออกทิ้งเสียก่อน  ให้เหลือแต่ส่วนที่เราต้องการก่อนนำไปชั่งน้ำหนัก

Thai Food Weights and Measures Section

มาตราชั่งตวงวัดอาหารไทย

ถ้วยตวงอาหารไทย


              ผู้ปรุงอาหารไทยควรจะเรียนรู้เรื่องการชั่งตวงน้ำหนักของส่วนผสมและปริมาตรน้ำหนักของอาหารที่เราจะนำมาปรุงก่อนในขั้นแรกนี้  คือ

หน่วยน้ำหนัก
     1     ออนซ์  (OZ)       เท่ากับ         30  กรัม
   16     ออนซ์                  - -              1  ปอนด์
2.24     ปอนซ์                  - -              1   กิโลกรัม
     1     กิโลกรัม               - -        1,000   กรัม

หน่วยปริมาตร

     3     ช้อนชา             เท่ากับ            1  ช้อนโต๊ะ
     1     ช้อนโต๊ะ              - -             15  ลูกบาศก์ ซม.
   30     ลูกบาศก์ ซม.        - -              1   ออนซ์
     1     ออนซ์                 - -              2   ช้อนโต๊ะ
     4     ออนซ์                 - -              1   ถ้วยตวง
     1     ถ้วยตวง               - -            16   ช้อนโต๊ะ
     1     ไปน์                    - -              2   ถ้วยตวง
     1     ควอท                  - -              2   ไปน์
     4     ถ้วยตวง               - -               1  ควอท
     4     ควอท                  - -               1  แกลลอน
     1     ลิตร                    - -         1,000  ลูกบาศก์ ซม.

             ในการทำอาหารไทยนั้น  จำนวนของที่ตวงด้วยเครื่องตวง  เช่น  ถ้วยตวง  เราจะคิดเป็นน้ำหนักเทียบเท่าได้  เช่นตัวอย่างต่อไปนี้
น้ำตาลทรายขาว   2  1/4   ถ้วยตวง    =    น้ำหนัก  1  ปอนด์
แป้งสาลี              4         ถ้วยตวง    =    น้ำหนัก  1  ปอนด์
เนยแข็งขูดแล้ว     4         ถ้วยตวง    =    น้ำหนัก  1  ปอนด์
ไขมันแข็งอื่นๆ      2         ถ้วยตวง    =    น้ำหนัก  1  ปอนด์
ไข่ไก่               10          ถ้วยตวง    =    น้ำหนัก  1  ปอนด์   (เคาะเปลือกไข่ออกแล้ว)



The Important to Thai Cooking

สิ่งสำคัญในการประกอบอาหารไทย

อาหารไทย วิธีทำอาหารไทย


              หากใครอยากจะทำอาหารไทยแล้วหล่ะก็ต้องรู้สักนิดถึงวิธีการปรุงอาหารประเภทต่างๆ ของไทย โดยทั่วไปก็ไม่มีอะไรมากเพราะเราก็คงมีความรู้กันอยู่บ้างแล้ว ในเรื่องที่เกี่ยวกับหลักการวิธีการประกอบอาหารไทยหรือปรุงอาหารไทย เช่น
  • การชั่งตวงวัดเครื่องปรุง 
  • การเก็บถนอมอาหาร 
  • การเก็บรักษาเครื่องปรุง 
             ซึ่งเราต้องทำก่อนการปรุงและหลังจากที่ปรุงอาหารเสร็จแล้ว รวมทั้งวิธีีการจัดส่วนของเครื่องปรุงให้มีปริมาณพอเพียงกับจำนวนของผู้รับประทานอาหารในครอบครัว หรืออาหารสำหรับจัดเลี้ยงในงานพิธีต่างๆ เช่น งานมงคลทำบุญขึ้นบ้านใหม่ , งานแต่งงาน , งานบวช และงานเลี้ยงในโอกาสต่างๆ 

            ด้วยเหตุว่า เครื่องปรุงในอาหารไทยแต่ละอย่างย่อมมีความสำคัญในการประกอบอาหารแต่ละชนิดไม่เหมือนกัน จะมากหรือน้อยแล้วแต่อาหารที่เรากำหนดไว้ หากใครจะกำลังพยายามที่จะทำอาหารไทยก็ต้องใช้อัตราส่วนของเครื่องปรุงแต่ละชนิดตามที่ระบุไว้ในตำรานั้น    ซึ่งอาจจะเป็นไปโดยถูกต้องตามมาตรฐาน หรือทำแล้วมีรสชาติใกล้เคียงที่สุด หากจะมากหรือน้อยเกินไปก็อาจจะไม่เหมาะเพราะจะทำให้รสชาติของอาหารที่เราทำนั้นเมื่อปรุงเสร็จแล้วก็อาจจะขาดรสชาติเท่าที่ควรไปได้ หรืออาจทำให้ขาดความอร่อยลงไปได้ จนกลายเป็นอาหารที่ไม่ถูกปากถูกคอคนที่รับประทานอาหารที่เราทำก็เป็นได้